 |
|
 |
| |
 |
 |
|
ฝ่ายผลิต
|
 |
สู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์แบบครบวงจร
โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับเป็นโรงงานทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง
ของโลก ปัจจุบันทำการผลิตรถยนต์ 5 รุ่นหลักเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกได้แก่ แจ๊ซ ซิตี้ ซีวิค แอคคอร์ด
และซีอาร์-วี การขยายการลงทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ฮอนด้า เอ็นจิเนียริ่ง อาเซียน ผู้ผลิตและพัฒนาเครื่องจักรและสร้างแม่พิมพ์
ตลอดจนการขยายงานตั้งโรงหล่อชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ เปิดโรงงานฉีดขึ้นรูป
ชิ้นส่วนพลาสติก และโรงงานผลิตปลอกสูบ ขึ้นในประเทศไทย ส่งผลให้ฐานการผลิตของฮอนด้าในไทย
กลายเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ครบวงจรที่สุด แห่งหนึ่งของฮอนด้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ การนำระบบการผลิตอัจฉริยะและระบบเทคโนโลยีแขนกลมาใช้ในขั้นตอนการผลิตต่างๆ
ต่างช่วยให้โรงงานฮอนด้ามีความคล่องตัว ยืดหยุ่นสูง โดยสามารถผลิตรถยนต์ต่างรุ่นบนสายพานการผลิตเดียวกัน
ย่นระยะเวลาลดต้นทุนการผลิตลงอีก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในขณะเดียวกัน
ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตสูงสุด 120,000 คันต่อปี |
ยกระดับศักยภาพฐานการผลิตรถยนต์ไทย
ฮอนด้าได้มีการพัฒนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์ของฮอนด้าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากการสนับสนุนและร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน
ในการพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ ให้มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของฮอนด้าทั่วโลก แล้วยังได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากญี่ปุ่น
สู่ประเทศไทย เพื่อเพิ่มทักษะของพนักงาน โดยก่อตั้งฮอนด้า อาร์ แอนด์ ดี ประเทศไทย ขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วยการวิจัยพัฒนา
และออกแบบรถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งก่อตั้งบริษัท ฮอนด้า เอ็นจิเนียริ่ง อาเซียน เพื่อผลิตเครื่องมือ
และแม่พิมพ์ ป้อนให้โรงงานผลิตรถยนต์ของฮอนด้าทั้งในประเทศและส่งออก ทำให้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
ขั้นตอนการผลิต
|
 |
คุณภาพมาตรฐานระดับโลก
โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าไทยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศว่ามีศักยภาพด้านคุณภาพ
การผลิตสูงโดยได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพมาตรฐานการผลิต ISO 9002 ในปี 2541 และ
ISO 9001:2000 ในปี 2544 และการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ในปี 2542
ซึ่งยืนยันได้อย่างดีถึงความเป็นผู้นำในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำ
ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าของไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยไม่นับรวมประเทศญี่ปุ่น
และเป็นหนึ่งในสามฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในโลกของฮอนด้า ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในผลิตภัณฑ์รถยนต์สำเร็จรูป
และชิ้นส่วนอะไหล่ของฮอนด้ามีคุณภาพสูง ระดับมาตรฐานสากล
สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศอย่างภาคภูมิใจ
ในปี 2546 ฮอนด้า ซีวิค ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งในด้านคุณภาพรถใหม่ (Initial Quality Study – IQS)
และ ด้านการออกแบบ (Automotive Performance, Execution and Layout – APEAL Study)
ในประเทศไทย ของ เจ . ดี . เพาเวอร์ เอเชีย แปซิฟิก
และในปี 2547 ฮอนด้า แจ๊ซ ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งด้านคุณภาพรถใหม่ (Initial Quality Study – IQS)
รวมทั้ง ฮอนด้า ซิตี้ ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งด้านการออกแบบ
ในปี 2548 ฮอนด้า ซิตี้ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งด้านคุณภาพรถใหม่ (IQS)
และด้านการออกแบบ (APEAL Study)
ในปี 2549 ฮอนด้า ซิตี้ ซีร์เอ็กซ์ และ ฮอนด้า ซีวิค ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งด้านการออกแบบ
และสมรรถนะ (APEAL Study)
|
|
 |
ผลิตโดยฮอนด้า คุณภาพเดียวกันทั่วโลก
ด้วยมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ทำให้รถยนต์ฮอนด้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยพนักงานคนไทย
ได้รับการยอมรับ และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ถึง 26 ประเทศ
โดยในปี พ.ศ. 2539 ฮอนด้าได้เริ่มส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ของฮอนด้าซิตี้ และในปี พ.ศ. 2540 ฮอนด้าเริ่ม
ส่งออกรถยนต์ฮอนด้าซิตี้ เป็นครั้งแรกไปจำหน่ายยังสิงคโปร์และบรูไน และขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ
ตะวันออกกลาง แอฟริกาและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยในปี พ.ศ.2545 ได้ส่งออกรถยนต์ ฮอนด้าซิตี้
ไปจำหน่าย ยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานด้านคุณภาพการผลิตรถยนต์
ที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยใช้ชื่อในการทำตลาดว่า “ ฟิต เอเรีย ” (Fit Aria)
สำหรับรถยนต์ฮอนด้า แอคคอร์ด ได้ส่งออกในปี พ.ศ. 2541 ไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
และกลุ่มประเทศเอเชีย รวม 9 ประเทศ นอกจากนี้ในปี พ . ศ . 2542 ฮอนด้ายังได้ส่งออกฮอนด้า ซีวิค
ไปยังนิวซีแลนด์ และขยายสู่ตลาดออสเตรีย ในปี พ.ศ. 2544
ความสำเร็จจากการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ และรถยนต์สำเร็จรูปไปยังตลาดต่างประเทศ
แสดงถึงศักยภาพในการผลิต และความยืดหยุ่นของการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ |
|
|